รายละเอียดบทความ

เครื่องสำอางทุกชนิดเป็นเครื่องสำอางควบคุม
 

กฎหมายเครื่องสำอางฉบับเก่า จำแนกเครื่องสำอางไว้เป็น 3 ประเภท คือ
 1. เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ  2. เครื่องสำอางควบคุม 3. เครื่องสำอางทั่วไป


นับจากประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการอาหารและยาเมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับปัจจุบัน เกี่ยวกับเครื่องสำอาง กำหนดไว้ว่า “ให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทุกชนิดเป็นเครื่องสำอางควบคุม” นั่นหมายความว่า เครื่องสำอางที่จัดจำหน่ายต้องมีการจดแจ้งกับทาง อย. ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างจริงจังตั้งแต่ปีนี้ (2554) เป็นต้นไป  ทางร้านครีมหน้าใสให้ความสำคัญในส่วนนี้เป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากคุณภาพที่เราคัดสรรมาแล้ว เราคำนึงเสมอถึงความปลอดภัยในตัวผลิตภัณฑ์ที่เราจัดจำหน่าย เรายินดีที่จะแจ้งให้ลูกค้าทุกท่านทราบว่า ผลิตภัณฑ์ของทางร้านได้รับการจดแจ้งกับ อย. เรียบร้อยแล้ว สามารถตรวจสอบได้ ท่านจึงสบายใจในส่วนนี้ได้ว่าท่านจะได้ใช้ผลิตภัณฑ์
ที่ปลอดภัย ตามมาตรฐานที่คณะกรรมการอาหารและยากำกับ

ข้อบังคับเกี่ยวกับฉลากเครื่องสำอาง
ตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เมื่อ 17 มีนาคม 2554 ได้ชี้แจงการแสดงฉลากเครื่องสำอางให้เป็นไปตามรูปแบบเดียวกัน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2554 มีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้
1.ฉลากเครื่องสำอางต้องแสดงข้อความอันจำเป็น ดังนี้
 (1) ชื่อเครื่องสำอางและชื่อทางการค้าของเครื่องสำอาง ซึ่งต้องมีขนาดใหญ่กว่าข้อความอื่น
 (2) ประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง
 (3) ชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ซึ่งจะต้องเป็นชื่อตามตำราที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด และจะต้องเรียงลำดับตามปริมาณของสารจากมากไปหาน้อย
 (4) วิธีใช้เครื่องสำอาง
 (5) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต กรณีเป็นที่เป็นเครื่องสำอางที่ผลิตในประเทศ ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้าและชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต กรณีเป็นเครื่องสำอางนำเข้า
 (6) ปริมาณสุทธิ
 (7) เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต
 (8) เดือน ปี ที่ผลิต หรือ ปี เดือน ที่ผลิต
 (9) เดือน ปี ที่หมดอายุ หรือ ปี เดือน ที่หมดอายุ หรือข้อความอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน
 (10) คำเตือน เกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่ออนามัยของบุคคล (ถ้ามี)
 (11) เลขที่ใบรับแจ้ง
2.กรณีเครื่องสำอางที่มีภาชนะบรรจุขนาดเล็ก และมีพื้นที่ในการแสดงฉลากน้อยกว่า 20 ตารางเซ็นติมเตร อย่างน้อยต้องแสดงข้อความอันจำเป็นที่ฉลาก คือข้อ (1) (7) (8) (11) ส่วนข้อความจำเป็นอื่นๆ ให้แสดงไว้ที่ใบแทรก หรือเอกสาร หรือคู่มือที่ใช้ประกอบเครื่องสำอาง
3.เลขที่ใบรับแจ้งเป็นตัวเลขที่บ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้นได้มาแจ้งรายละเอียดตามข้อกำหนดการผลิตเพื่อขายหรือนำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางควบคุมแล้ว โดยในกระบวนการรับแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่จะพิจารณาเอกสารและหลักฐานที่ผู้ประกอบธุรกิจส่งมอบ หากเห็นว่าถูกต้อง ครบถ้วน จะออกใบรับแจ้งให้ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งในใบรับแจ้งจะปรากฏเลขที่ใบรับแจ้งด้วย
4.การแสดงเลขที่ใบรับแจ้งตามข้อ 1 ที่ฉลากของเครื่องสำอาง ให้แสดงดังตัวอย่างต่อไปนี้ คือ เลขที่ใบรับแจ้ง 10-1-5400001
5.การนำเลขที่ใบรับแจ้งไปใส่ไว้ในกรอบเครื่องหมาย อย. อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนตำรับแล้ว ซึ่งอาจมีความผิดตามกฏหมาย
6.ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางรุ่นที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อขายอยู่ก่อนวันที่ 14 กันยายน 2554 สามารถใช้ฉลากภาษาไทยที่มีข้อความอันจำเป็นแบบเดิม แต่หากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้นผลิตหรือนำเข้าเพื่อขายตั้งแต่ 14 กันยายน 2554 เป็นต้นไป จะต้องแสดงข้อความอันจำเป็นที่ฉลากภาษาไทยให้ครบถ้วนตามประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอางฉบับใหม่

Q & A เกี่ยวกับเลขที่ใบรับแจ้งบนฉลากเครื่องสำอาง
1  คำถาม : ขณะนี้มีเครื่องสำอางกี่ประเภท
คำตอบ : แต่เดิมเครื่องสำอางแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามระดับของความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ได้แก่
1.เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตราย อย.กากับดูแลอย่างเข้มงวดมาก ด้วยการให้มาขึ้นทะเบียนตารับก่อนผลิตหรือนาเข้า และแสดงเลขทะเบียนในกรอบเครื่องหมายอย. ที่ฉลากด้วย
2. เครื่องสำอางควบคุม มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายในระดับปานกลาง อย.กากับดูแลไม่เข้มงวดมาก ด้วยการให้มาจดแจ้งก่อนผลิตหรือนาเข้า
3. เครื่องสำอางทั่วไป มีความเสี่ยงต่า อย.กากับดูแลไม่เข้มงวด กฎหมายมิได้กาหนดให้ต้องมาแจ้งกับอย.ก่อนผลิต หรือนาเข้า
เพื่อให้สอดคล้องกับอาเซียนซึ่งส่งเสริมการค้าที่คล่องตัว รัฐจึงยกเลิกการกาหนดเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ(ซึ่งต้องมาขึ้นทะเบียนก่อนผลิตหรือนาเข้า) แต่ไปเพิ่มมาตรการให้เครื่องสำอางทุกรายการจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ผู้ประกอบธุรกิจต้องมาแจ้งรายละเอียดต่อรัฐก่อนผลิตหรือนาเข้า เพื่อประโยชน์ในการติดตามย้อนกลับได้ หากผลิตภัณฑ์ก่อให้เกิดอันตราย

2.คำถาม : ข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องแจ้งรายละเอียดมีอะไรบ้าง
คำตอบ : ข้อมูลที่ต้องแจ้ง ได้แก่
1. ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นาเข้า
2. ชื่อและประเภทของเครื่องสำอาง
3. รายการสำรที่ใช้เป็นส่วนผสม

3.คำถาม : การแจ้งรายละเอียดต้องทาอย่างไร ใช้เวลานานไหม 
คำตอบ : อย.ได้ปรับปรุงวิธีการแจ้งรายละเอียดเครื่องสำอางควบคุมให้สะดวก และรวดเร็ว โดยผู้ประกอบธุรกิจสำมารถแจ้งรายละเอียดได้ที่อย. หรือสำนักงานสำธารณสุขจังหวัด หรือแจ้งผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็ได้ หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าครบถ้วน ถูกต้อง จะออกใบรับแจ้งให้ภายใน 3 วันทาการ

4.คำถาม : ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องนาพนักงานเจ้าหน้าที่ไปตรวจสถานที่ หรือต้องส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ไปตรวจวิเคราะห์ ประกอบการแจ้งรายละเอียดหรือไม่
คำตอบ : พนักงานเจ้าหน้าที่จะพิจารณาข้อมูลที่ผู้ประกอบธุรกิจส่งมอบ โดยมิได้ไปตรวจสอบสถานที่ รวมทั้งไม่จาเป็นต้องส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ ประกอบการแจ้งรายละเอียด

5.คำถาม : “เลขที่ใบรับแจ้ง” คืออะไร
คำตอบ : รัฐจะออกใบรับแจ้งเรียงลาดับตามที่มีผู้มาแจ้งรายละเอียดในแต่ละปี และแสดงเลขลาดับอยู่ที่ตอนบนของใบรับแจ้ง “เลขที่ใบรับแจ้ง”จะประกอบด้วยตัวเลข 10 หลัก โดย 2 หลักแรก บ่งบอกว่าแจ้งรายละเอียดที่จังหวัดใด หลักที่ 3 บ่งบอกว่าเป็นสินค้าที่ผลิตหรือนาเข้าหรือผลิตเฉพาะเพื่อการส่งออก หลักที่ 4 และ 5 จะบ่งบอกว่าแจ้งรายละเอียดในปี พ.ศ. ใด และหลักที่ 6-10 จะเป็นลาดับของการออกใบรับแจ้งในปีพ.ศ. นั้น

ตัวอย่างเช่น 10-1-53-99999 หมายถึง
10 หมายถึง แจ้งรายละเอียดที่กรุงเทพฯ
1 หมายถึง ผลิต
53 หมายถึง แจ้งในปี พ.ศ. 2553
99999 หมายถึง เป็นใบรับแจ้งลาดับที่ 99999 ที่ออกในปี พ.ศ. 2553
เลขที่ใบรับแจ้งจะเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งชี้เกี่ยวกับการแจ้งรายละเอียดของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางควบคุม แต่ละรายการ

6.คำถาม : เลขที่ใบรับแจ้งมีประโยชน์อย่างไร
คำตอบ : เลขที่ใบรับแจ้งเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งชี้ว่าเครื่องสำอางนั้น ได้แจ้งรายละเอียดต่อรัฐตามที่กฎหมายกาหนดแล้ว ผู้เกี่ยวข้อง(ทั้งภาครัฐและเอกชน)สำมารถใช้ตัวเลขเหล่านี้ในการสื่อสำร ร้องเรียน สืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลของอย.ได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยา กว่าการสืบค้นด้วยชื่อเครื่องสำอางซึ่งมักจะมีหลายพยางค์ หรือเป็นคำทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

7.คำถาม : เลขที่ใบรับแจ้งจะปรากฏอยู่ที่ใดบ้าง
คำตอบ : เดิมเลขที่ใบรับแจ้งจะปรากฏอยู่ที่ตอนบนใบรับแจ้งเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้มีกฎหมายใหม่กาหนดให้ “เลขที่ใบรับแจ้ง”เป็นข้อความอันจาเป็นที่ฉลากของเครื่องสำอางด้วย ดังนั้น เมื่อผู้บริโภคอ่านฉลาก ก็จะรู้โดยง่ายว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้แจ้งรายละเอียดเบื้องต้นกับรัฐแล้วหรือไม่ หรือหากไม่แน่ใจ ก็สำมารถใช้ตัวเลข ๑๐ หลักนั้น สืบค้นในฐานข้อมูลของสำนักงานฯ

8.คำถาม : กฎหมายใหม่จะเริ่มใช้เมื่อใด เครื่องสำอางที่วางขายอยู่แล้ว หรือบริษัทฯมีฉลากแบบเก่าเหลืออยู่จานวนมาก จะต้องทาอย่างไร
คำตอบ : เนื่องจากกฎหมายใหม่จะใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นต้นไป ดังนั้น
๑. เครื่องสำอางรุ่นที่ผลิตหรือนาเข้าก่อนวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๔ สำมารถใช้ฉลากภาษาไทยที่มีข้อความอันจาเป็นแบบเดิมได้
๒. เครื่องสำอางรุ่นที่ผลิตหรือนาเข้าตั้งแต่วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นต้นไป ต้องแสดงข้อความบังคับแบบใหม่ ซึ่งมีเลขที่ใบรับแจ้งบนฉลากด้วย ทั้งนี้ การแสดงเลขที่ใบรับแจ้งนั้น อาจนาฉลากแบบเดิมมาพิมพ์เพิ่ม/ติดสติกเกอร์เพิ่ม ในส่วนของ“เลขที่ใบรับแจ้ง” ก็ได้

9.คำถาม : ถ้าเครื่องสำอางรุ่นที่ผลิตหรือนาเข้าตั้งแต่วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นต้นไป ไม่แสดง “เลขที่ใบรับแจ้งบนฉลาก” จะมีความผิดหรือไม่
คำตอบ : ผู้ขายเครื่องสำอางรุ่นที่ผลิตหรือนาเข้าตั้งแต่วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๔ โดยไม่มี “เลขที่ใบรับแจ้ง” บนฉลาก จะมีความผิดตามมาตรา ๕๗ ข้อหาแสดงฉลากไม่ถูกต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน ๓ เดือน หรือปรับไม่เกิน๒๐,๐๐๐บาท หรือทั้งจาทั้งปรับ
ทั้งนี้ หากเป็นการกระทาโดยประมาท ผู้กระทาต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐บาท
แต่ถ้าเป็นการกระทาของผู้ผลิตหรือผู้นาเข้า ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจาทั้งปรับ

10.คำถาม : ผู้ผลิตหรือผู้นาเข้าเครื่องสำอางที่มิได้จดแจ้ง มีบทลงโทษหรือไม่ อย่างไร
คำตอบ : ผู้ผลิตหรือผู้นาเข้าที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่มาจดแจ้งเครื่องสำอางให้เรียบร้อยก่อนผลิตหรือนาเข้า จะต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐บาท หรือทั้งจาทั้งปรับ

ครีมหน้าใส ดอทคอม

www.creamnasai.com

ผู้ลงบทความ : ทีมงานครีมหน้าใส